ตอนที่ 0196 คฤหาสน์เฉิน
ประตูใหญ่ทาสีชาดอันหนักอึ้งของคฤหาสน์เฉิน ถูกเปิดออกช้าๆ จากด้านใน เผยเพียงช่องแคบๆ
บ่าวน้อยผู้หนึ่ง แอบชำเลืองจากช่องประตู พอเห็นว่าเป็นเฉินจี้ก็รีบผลักปิดประตูใหญ่อีกครั้ง
เฉินจี้มิได้เร่งรีบ เพียงยืนรออย่างเงียบงันอยู่หน้าประตู
เขาได้ยินเสียงบ่าวน้อยตะโกนอยู่หลังบานว่า “พ่อบ้าน พ่อบ้าน! คุณชายสามกลับมาแล้ว จะทำอย่างไรดี”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านใน พ่อบ้านขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าบอกพวกเจ้าปากเปียกปากแฮะ ในคฤหาสน์เฉินมีคุณชายแค่สองคน จะมีคุณชายสามได้อย่างไร”
ครู่ต่อมา ประตูใหญ่ทาสีชาดเปิดอีกครั้ง กว้างพอให้คนหนึ่งผ่านได้ พ่อบ้านยืนอยู่ตรงช่องประตู กวาดตามองเฉินจี้ขึ้นลงอย่างพินิจ
ในที่สุด สายตาของเขาก็ตกลงบนห่อผ้าสีน้ำเงินบนบ่าของเฉินจี้ “เจ้า...กลับมาได้ยังไง”
เฉินจี้เอ่ยอย่างสงบ “จวนจิ้งอ๋องไม่มีแล้ว โรงยาไท่ผิงก็ไม่มีแล้ว ข้าจึงต้องกลับมา”
ลูกตาพ่อบ้านกลอกไปมา หนวดเขี้ยวสองเส้นของเขาสั่นระริก “เฉินจี้ แรกเริ่มเดิมที ก็เป็นนายท่านที่ส่งเจ้าไปเป็นเด็กฝึกโรงยา บัดนี้เจ้าจะกลับมา อย่างน้อยก็ต้องขออนุญาตนายท่านก่อนไม่ใช่หรือ”
เฉินจี้ยกมือแตะหัวสัตว์ที่ประดับบานประตูแดง ออกแรงเพียงเบาๆ ก็ผลักประตูใหญ่ให้แง้มกว้าง
พ่อบ้านตั้งใจจะกั้นประตูไว้ ทว่าถูกแรงผลักจนเกือบสะดุดเซ
เฉินจี้ก้าวตรงลึกเข้าไปด้านใน พ่อบ้านเซถลา แต่รีบตั้งหลักให้มั่น โผจะคว้าแขนเขา “เจ้าคิดจะบุกรุกหรือไร? ตอนนี้นายท่านไม่อยู่บ้าน เจ้าจะกลับคฤหาสน์เฉินได้หรือไม่นั้น ต้องรอให้นายท่านอนุญาตเสียก่อน”
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงเข้มขรึมก็ดังก้องจากห้องโถงด้านหน้า “ยังเช้าตรู่อยู่เลย เอะอะโวยวายอะไรกัน ที่นี่คือจวนรองเจ้าเมืองหลัว ไม่ใช่บ้านตรอกหลังไหน”
เฉินจี้เงยหน้าขึ้น มองเห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมเสื้อคอตั้งผ่าหน้าสีม่วง สวมมงกุฎทองคำบริสุทธิ์บนเกศา ประดับหยกสีเขียวสดฝังอยู่กลางมงกุฎ และเสียบกิ่งผมแก้วสีขาวสลับเขียวผม แม้แต่จิ้งเฟยก็แทบไม่เคยทรงเครื่องทางการถึงเพียงนี้
เครื่องประดับศีรษะอันประณีตวิจิตรเช่นนี้ เฉินจี้เคยเห็นอยู่เพียงบนกายหยุนเฟยเท่านั้น
ภรรยาเอกของเฉินหลี่ฉิน ท่านหญิงเหลียง
เฉินจี้หันกายโค้งคำนับ “ท่านหญิง”
ท่านหญิงเหลียงยืนอยู่บนบันไดห้องโถงหลัก มองเขาด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า “ในที่สุดก็กลับมาแล้ว จากไปเพียงสองปีเหตุใดจึงห่างเหินนัก แต่ก่อนยังเรียกข้าว่าแม่อยู่เลย บัดนี้กลับเรียกท่านหญิง หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คนภายนอกย่อมคิดว่าพวกเราแม่ลูกห่างเหินกัน พากันหัวร่อว่าจวนเฉินของเราไร้กฎเกณฑ์”
ราชวงศ์หนิงแบ่งแยกระหว่างบุตรหลักกับบุตรอนุอย่างชัดเจน บุตรอนุเรียกมารดาผู้ให้กำเนิดได้เพียง ‘แม่น้อย’ หรือ ‘แม่เล็ก’ เท่านั้น แต่จำต้องเรียกมารดาหลักว่า ‘แม่’
มีเพียงสองคำนี้ เฉินจี้จะไม่ยอมเรียกโดยเด็ดขาด เรื่องอื่นๆ เขายังอดทนได้ แต่เรื่องนี้ไม่อาจยอม
เขาโค้งคำนับอีกครั้ง แล้วเปลี่ยนสู่สาระ “ท่านหญิง บัดนี้จวนจิ้งอ๋องและโรงยาถูกปิดตายแล้ว ข้าตั้งใจจะกลับมาบ้าน ไปท่านพี่ไปศึกษาตำรา และรอการสอบครั้งหน้า”
ท่านหญิงเหลียงเห็นว่าเขาไม่ยอมเปลี่ยนคำเรียก ก็มิได้โกรธเคืองแต่อย่างใด
นางยกแขนขึ้น พลันมีสาวใช้เอื้อมมือเข้ามาประคอง “ข้าได้ยินเวิ่นเสี้ยวเล่าว่า เจ้ากลับใจใหม่แล้ว นั่นย่อมเป็นเรื่องดี เพียงแต่เจ้าเรียนวิชาแพทย์มาสองปี หากทิ้งเสียกลางทางคงน่าเสียดายแย่ พอดีข้าได้ยินว่าเฒ่าเฉียวจากสำนักหมอหลวงกำลังจะรับศิษย์ ไยไม่ลอง...”
ขณะคำพูดยังไม่ทันขาด รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ หยุดนอกประตู ล้อไม้บดทับถนนแผ่นศิลาสีเขียวครามจนเกิดเสียงกระทบแข็งกระด้าง
เฉินจี้หันกลับไป เห็นเฉินหลี่ฉินสวมเสื้อคลุมข้าราชการสีแดง แหวกม่านประตู ถูกสารถีพยุงลงมา
ขุนนางแห่งราชวงศ์หนิงต้องไปยังหอขุนนางตั้งแต่ยามเหม่าเมื่อฟ้ายังไม่สว่าง ครั้นถึงยามซื่อก็เสร็จธุระราชการ พอดีกลับจวนกินมื้อกลางวัน
เฉินหลี่ฉินเพิ่งก้าวพ้นธรณี เงยหน้าเห็นเฉินจี้และห่อผ้าบนบ่าของเขา ดวงตาสว่างวาบ “เจ้ากลับมาเมื่อใด? สองสามวันนี้เมืองหลัวสับสนวุ่นวาย เจ้าหนีไปไหนมา? ข้าใจหายแทบแย่”
เฉินจี้ยิ้มโค้งคำนับ “ข้าอยู่ที่โรงยาไท่ผิง ไม่ได้ไปไหนเลย”
เฉินหลี่ฉินชะงักเล็กน้อย “จริงหรือ แล้วตอนนี้เจ้า...”
เฉินจี้อธิบาย “จวนจิ้งอ๋องกับโรงยาไท่ผิงถูกปิดตายแล้ว ข้าตั้งใจจะกลับบ้าน เตรียมตัวสอบเข้าราชการครั้งหน้า”
“ดี ดี ดี!” เฉินหลี่ฉินกล่าวซ้ำสามครั้ง พลางดึงแขนเฉินจี้พาเดินลึกเข้าไป “เจ้าคิดเช่นนี้จึงถูกต้อง วิชาแพทย์สุดท้ายก็เป็นเพียงวิชาแขนงเล็ก การอ่านตำราให้ถ่องแท้ และภายหน้าปกครองแผ่นดินต่างหาก คือสิ่งที่ชายชาตรีควรกระทำ หลังปีใหม่ ข้าจะส่งจดหมายไปยังสำนักตงหลิน เพื่อสนทนากับประมุขเรื่องการเข้าเรียนของเจ้า”
ท่านหญิงเหลียงเอ่ยอย่างอ่อนโยนอยู่ข้างๆ “นายท่าน เรื่องนี้ค่อยๆ วางแผนกันดีกว่า บัดนี้เฉินจี้เพิ่งกลับจวน ท่านอย่าเพิ่งพูดถึงการเล่าเรียน เขาอยู่ใกล้จวนอ๋องเห็นกบฏตระกูลหลิวเพ่นพ่าน ย่อมกินไม่ได้นอนไม่หลับ ข้าจะช่วยจัดที่พักให้ก่อน ให้เขาได้พักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อย”
เฉินหลี่ฉินฉุกคิดได้ จึงเร่งสั่งพ่อบ้าน “ข้าจำได้ว่า เมื่อครั้งน้องชายภรรยาจากตระกูลเหลียงมา เพิ่งจัดตำหนักหมิงฉวนให้เรียบร้อย บัดนี้เขาไปแล้ว ก็พอดีให้เฉินจี้อยู่ หวังกุ้ย พาเฉินจี้ไปตำหนักหมิงฉวน”
ท่านหญิงเหลียงตำหนิอย่างอ่อนหวาน “ท่านคงจำผิดแล้วกระมัง ตำหนักหมิงฉวนเป็นเพียงเรือนรับรองชั่วคราว อยู่ห่างจากเรือนหลักเกินไป พวกเราควรจัดให้เฉินจี้อยู่ใกล้เวิ่นจงและเวิ่นเสี้ยว เพื่อให้สามพี่น้องได้ใกล้ชิดกัน หากมีข้อสงสัยด้านวิชาการ ก็สะดวกให้เวิ่นจงกับเวิ่นเสี้ยวช่วยไขข้อข้องใจ”
เฉินหลี่ฉินลูบหนวด ครุ่นคิด “มีเหตุผล”
ท่านหญิงเหลียงหันสั่งพ่อบ้าน “หวังกุ้ย พาเฉินจี้ไปจัดการที่ตำหนักทิงฉวน”
เฉินหลี่ฉินเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “เจ้าช่างรอบคอบจริงๆ บ้านนี้โชคดีที่มีเจ้า”
ท่านหญิงเหลียงยิ้มละมุน “ท่านชมเกินไปแล้ว”
……
……
เฉินจี้ตามพ่อบ้านไปด้านหลัง เดินลอดคฤหาสน์ใหญ่ห้าช่วงลึกห้าช่วงกว้าง* ผ่านประตูดอกไม้ห้อย ลัดกำแพงบังตา เร่งก้าวตามระเบียงหลังคามุงอิฐสีน้ำเงิน กระเบื้องสีเทา เสาสีแดง
(*ประมาณ 5x5 ตำหนัก)
คฤหาสน์เฉินกว้างใหญ่ไพศาล ไม่เหมือนที่พักอาศัยของเจ้าเมืองทั่วไป ในความทรงจำของเขา แม้แต่จวนอ๋องของเจ้าฟ้าผู้ครองเมืองเล็กๆ สักแห่งในราชวงศ์หนิง ก็ยังใหญ่ห้าช่วงลึกห้าช่วงกว้างเช่นกัน
ทุกลานล้วนมีเรือนหลักเป็นเอกเทศ ห้องหูตะวันออกตะวันตก ห้องปีกตะวันออกตะวันตก ห้องด้านหน้า เรียงรายราวเขาวงกต
ครั้นมาถึงหน้าประตูตำหนักทิงฉวน พ่อบ้านยิ้มละไม ถอดแม่กุญแจทองแดงที่บาน แล้วผลักเปิดประตูไม้ซึ่งผุพัง
ในลานเล็กๆ เต็มไปด้วยสิ่งของเบ็ดเตล็ด มีทั้งกระเบื้องและอิฐสีน้ำเงินสำหรับซ่อมแซมคฤหาสน์ วางซ้อนกันเป็นสองแถว น้ำมันสำหรับกันเนื้อไม้ไม่ให้ผุพังตั้งเรียงกันกว่าสิบถัง
มุมปากพ่อบ้านยกขึ้นเล็กน้อย หันกลับมาสังเกตสีหน้าของเฉินจี้ “คุณชายสาม ต่อไปนี้ท่านพักที่นี่”
เฉินจี้ไม่ใส่ใจ เพียงเดินลัดลานไปลำพัง ผลักเปิดประตูเรือนหลักให้เปิดออก
ในห้องมีโต๊ะเก้าอี้วางกองระเกะระกะ ล้วนของเหลือจากเรือนอื่น บนแผ่นเตียงอันว่างเปล่ายังมีเอกสารศาลากลางเมืองหลัวซ้อนสูงอยู่
เขายื่นมือปาดผ่านบนผิวโต๊ะ ปลายนิ้วกวาดฝุ่นหนาเป็นเส้นยาว
พ่อบ้านเอ่ยอย่างจริงใจ “คุณชายสาม หากท่านไม่พอใจที่พัก ก็ไปบอกกับท่านหญิงเถิด เรื่องนี้ข้าตัดสินใจไม่ได้”
เฉินจี้อืมรับเสียงเรียบ “ที่นี่ดีอยู่แล้ว”
“หือ?” พ่อบ้านชะงักไปชั่วขณะ “ท่านว่าอย่างไรนะ?”
เฉินจี้ยิ้มเอ่ย “ข้าบอกว่าที่นี่ดีอยู่แล้ว เงียบสงบ แค่สกปรกไปบ้าง”
พ่อบ้านรีบชี้แจง “สองสามวันก่อน เมืองหลัวเกิดภัยสงคราม หลายวันนี้พวกบ่าวน้อยใหญ่ต่างยุ่งกับการเก็บกวาดของรกรุงรังทั่วคฤหาสน์ จึงยังจัดคนมาช่วยท่านไม่ได้”
เฉินจี้เพียงทอดมองเขาลึกอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่เป็นไร ข้าจะทำความสะอาดเอง”
พ่อบ้านอกสั่นขวัญแขวนอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าเฉินจี้จะมาไม้ไหน
เขาก้าวพ้นประตูไปด้วยความเคลือบแคลง “ท่านพูดเองนะ ถ้านายท่านถามมา อย่ามาโทษข้าเชียวล่ะ”
เฉินจี้หัวเราะเบา “วางใจเถอะ มีที่พักได้ก็ดีแล้ว ข้ายังรู้สึกซาบซึ้งจากใจจริง”
พ่อบ้านยิ่งร้อนรน ก้มหน้าครุ่นคิดว่า หรือเฉินจี้จะซ่อนอุบายไว้รอจังหวะ
ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทีอ่อนแอขี้ขลาดของเฉินจี้ในอดีต เขาก็คลายใจลงหลายส่วน บุตรอนุที่อ่อนเปลี้ยมากว่าสิบปี จะก่อความวุ่นวายได้สักเพียงใด
ขณะพ่อบ้านกำลังครุ่นคิด คนรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งมาถึงหน้าประตูตำหนักทิงฉวน ตะโกนว่า “พ่อบุญธรรม นายท่านให้มาถามว่า ที่พักของโอรสสามจัดแจงเสร็จหรือยัง หากเสร็จแล้วให้พาเขาไปที่หอบารมีอักษร นายท่านบอกว่าก่อนมื้อเที่ยงยังมีเรื่องจะถามเขาอีก”
พ่อบ้านรับคำเสียงหนัก “จัดแจงเสร็จแล้ว จะไปเดี๋ยวนี้”
……
……
หอบารมีอักษรแห่งคฤหาสน์เฉิน มีป้ายแขวนอยู่เหนือศีรษะ เขียนอักษรสีทองสามคำว่า ‘เคารพอาจารย์’
คำประกบด้านซ้าย ‘แม้จนถึงกระดูก ยังมีหนทางเลี้ยงชีพหนึ่งสาย ต่อให้อดตายก็ต้องอ่านหนังสือ’
คำประกบด้านขวา ‘เมื่อการศึกษายังไม่ถึงแก่น ต้องฝึกให้ครบทุกวิถี เมื่อวรรณะรุ่งเรือง โชคชะตาย่อมรุ่งเรือง’
เฉินจี้แหงนหน้ามองอยู่ชั่วครู่ ยกชายเสื้อแล้วก้าวข้ามธรณีประตูสูง
ในห้องโถง เฉินหลี่ฉินกับท่านหญิงเหลียงนั่งเรียงสงบบนเก้าอี้ไท่ซือซ้ายขวา ส่วนเฉินเวิ่นจงกับเฉินเวิ่นเสี้ยวนั่งต่ำลงไปด้านล่าง
พอเฉินเวิ่นจงเห็นเฉินจี้ เขาก็ดีใจลุกยืนฉับพลัน “น้องสาม ในที่สุดเจ้าก็ยอมกลับมาหรือ มิน่าเล่า ท่านพ่อบอกว่าบ้านมีเรื่องใหญ่ จึงรีบเรียกพวกข้ามา เมื่อครู่ข้าถามว่าเรื่องใด ท่านยังปิดไว้ไม่ยอมบอก”
เฉินเวิ่นเสี้ยวเอนกายบนเก้าอี้พลางย่นปาก “ไหนตอนแรกบอกว่าจะไม่กลับ”
เฉินเวิ่นจงขมวดคิ้ว ข่มเสียงดุเฉินเวิ่นเสี้ยว “หุบปาก”
เฉินเวิ่นเสี้ยวหดคอลง เงียบงันไม่กล่าวอันใดอีก
“แฮ่ม” เฉินหลี่ฉินกระแอมเบา “วันนี้เรียกพวกเจ้ามา ก็เพื่อย้ำเตือนพี่น้องทั้งสาม ต่อไปนี้พึงร่วมใจร่วมแรง อย่าให้เกิดรอยร้าวอีก สุภาษิตว่าไว้ดี สู้กับเสือต้องพี่น้อง ออกรบต้องพ่อลูก เมื่อข้าลาลับไปแล้ว ในราชสำนักยังต้องพึ่งพาพวกเจ้าสามพี่น้องคอยเกื้อหนุนกัน ผู้อื่นนับไม่ได้ว่าจริงใจ”
เฉินเวิ่นจงรีบคำนับ “ท่านพ่อกล่าวได้ถูกต้อง เวิ่นจงจะจดจำไว้”
เฉินจี้ยิ้มรับ “ข้าจะเรียนรู้จากพี่ใหญ่ให้ดี ยึดถือท่านเป็นแบบอย่าง”
เฉินหลี่ฉินเหลือบตามองเฉินเวิ่นเสี้ยว เอ่ยเสียงทุ้ม “แล้วเจ้าล่ะ”
เฉินเวิ่นเสี้ยวนั่งพิงเก้าอี้ เอ่ยอย่างเสียมิได้ “ข้าก็เช่นกัน”
เฉินหลี่ฉินขุ่นโกรธ “นั่งให้เรียบร้อย ยืนก็ไร้ท่า นั่งก็ไร้ทาง ข้าดูแล้ว ตอนนี้เจ้ายังแย่กว่าเฉินจี้เสียอีก”
เฉินเวิ่นเสี้ยวหน้าสีเปลี่ยน “ข้าเป็นอันดับสองของแคว้นยู่ เขาคืออะไร จะมาเทียบกับข้าได้อย่างไร”
เฉินหลี่ฉินเอ่ยเย็นชา “อันดับสองของเจ้าน่ะ...ช่างเถอะ”
ในยามนั้น ท่านหญิงเหลียงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ เอ่ยขึ้นว่า “จริงสิ เฉินจี้ ข้าได้ยินข่าวลือในตลาด ว่าเจ้ากับโอรสอ๋องและธิดาอ๋องร่วมกันสร้างของที่เรียกว่าซีเมนต์ขึ้นมา ทุกปีจะได้รับเงินปันผลจากกองโยธาและวัสดุที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ เรื่องนี้จริงหรือไม่”
เฉินจี้หน้าไม่ไหวติง “ท่านหญิงได้ยินมาจากที่ใด”
เฉินเวิ่นเสี้ยวหัวเราะเย็น “หลิวฉวีซิงจากโรงยาไท่ผิงของพวกเจ้า บอกกับที่บ้านตัวเองแล้ว เพื่อเรื่องดีๆ นี้ พ่อของเขาถึงกับจัดงานเลี้ยงเชิญญาติมิตรโอ้อวดโดยเฉพาะอีกต่างหาก ไฉนเจ้าจึงยังไม่ยอมรับ”
เฉินจี้หัวเราะ “มิได้ยอมรับหรือไม่ยอมรับ เรื่องนี้เป็นความจริง ข้ารับเงินปันผลจากกรมโยธาและวัสดุปีละสองพันห้าร้อยตำลึงเงิน”
“เท่าไรนะ?” เฉินเวิ่นเสี้ยวลุกพรวดยืน “หลิวฉวีซิงได้แค่ไม่กี่ร้อยตำลึง เหตุใดเจ้าจึงได้มากเพียงนี้”
เฉินจี้เม้มปากนิ่ง ไม่เอ่ยตอบ
ท่านหญิงเหลียงยิ้มละมุน หันบอกเฉินหลี่ฉิน “วันนี้นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะในใจยังกังวล คนหนุ่มสาวย่อมชอบเล่นสนุก เฉินจี้เคยหลงเข้าวังวนการพนัน บัดนี้กลับมาได้ย่อมนับเป็นเรื่องดี แต่ข้าเพียงหวั่นว่า เมื่อมีเงินทองมากล้น จะสับสนหลงผิด จนทำพลาดใหญ่”
ก่อนเฉินหลี่ฉินจะทันเอ่ย ท่านหญิงเหลียงเอ่ยต่อ “นายท่าน ตอนนี้เฉินจี้เพิ่งหันหลังจากทางเสื่อมได้อย่างยากลำบาก เป็นคราเหมาะแก่การก้มหน้าเล่าเรียน ต้องไม่ปล่อยให้เขากลับไปติดนิสัยเลวอีก ข้ามีความคิดว่า ให้เฉินจี้ฝากเงินจำนวนนี้ไว้กับคลังทรัพย์สินกลางของจวนเฉิน ข้าจะไม่แตะต้องสักอีแปะ เมื่อเฉินจี้ประสงค์ใช้ ก็มาแจ้งเบิกได้ ครั้นเมื่อเขาสอบได้บรรดาศักดิ์ ข้าจะคืนเงินทั้งหมดให้ครบถ้วน”
เฉินหลี่ฉินครุ่นคิด คนหนุ่มหากมีเงินมากในมือ ย่อมเผลอไผลสู่นิสัยเลวได้ง่าย ในฐานะพ่อแม่ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เห็นลูกก้าวเดินผิดทาง ตอนที่เฉินจี้เคยพนันจนเลยเถิด เขาเจ็บปวดเสียใจยิ่งนัก บัดนี้ยิ่งมิอาจปล่อยให้เฉินจี้ทำผิดซ้ำรอยเดิม
เขาเหลือบมุมตาไปทางเฉินจี้ ชั่วครู่กลับไม่รู้จะเอ่ยคำใด
บุตรชายคนเล็กเพิ่งหวนคืนคฤหาสน์ หากจู่ๆ เรียกร้องให้อีกฝ่ายนำเงินก้อนโตเช่นนี้มาเก็บ ก็เกรงว่าเขาอาจโกรธแล้วผละไปอีกครั้ง
ทางด้านเฉินจี้ย่อมเข้าใจดี ว่ามารดาเอกของตน มิได้คิดจะแย่งชิงเงินทองส่วนนี้ไป
สองพันห้าร้อยตำลึงเงินอาจฟังดูมาก ทว่าในสายตารองเจ้าเมืองหลัว ยังมิใช่สิ่งล่อใจเกินควร ยิ่งไปกว่านั้น เฉินหลี่ฉินไม่ใช่รองเจ้าเมืองทั่วไป ตระกูลเฉินรากฐานมั่นคงลึกซึ้ง จะขาดเงินได้อย่างไร
ท่านหญิงเหลียงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ ก็เพื่อยั่วให้เขาโกรธจนผละหนีไปอีกครา
ท่ามกลางบรรยากาศพิกลและหนักอึ้ง เฉินเวิ่นเสี้ยวเอ่ยขึ้นฉับพลัน “ท่านพ่อ ข้าว่าท่านแม่พูดถูก หากเฉินจี้มิเคยมีประวัติด่างพร้อยก็ว่าไปอย่าง ในเมื่อมีบทเรียนจากอดีต ย่อมไม่ควรปล่อยให้เงินอยู่ในมือเขา นี่ก็เพื่อประโยชน์ของเขาเอง”
เฉินหลี่ฉินตรึกตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เงยหน้าขึ้นมองเฉินจี้ “เจ้าคิดอย่างไร”
เฉินจี้หัวเราะ “ท่านหญิงไตร่ตรองได้รอบคอบแล้ว ข้าไม่มีสิ่งใดจะขัด”
เมื่อสิ้นคำ ก็เห็นคนรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งโซเซเข้ามา ระหว่างวิ่งเกือบสะดุดรอยต่อกระเบื้องกลางลาน “นายท่าน ไม่ดีแล้วขอรับ”
ใบหน้าเฉินหลี่ฉินเริ่มบึ้งตึง “ตะลีตะลานอะไร ฟ้ายังไม่ถล่มสักหน่อย”
คนรับใช้ยืนอยู่นอกประตู หน้าซีดเผือดขณะกราบทูล “นายท่าน ข้างนอกมีพวกขันทีมาเยือน อ้างว่าเป็นเจียวถู่กับหยุนหยางจากกรมสืบลับ”
เฉินหลี่ฉินผุดลุกขึ้นยืน “อะไรนะ? ใครมา”
“เจียวถู่กับหยุนหยาง”
เฉินหลี่ฉินตัวโอนเอียงทันที
ในใจเขายังกังวลไม่วาง จดหมายปราบโจรที่ตนเขียนมอบแก่อาจารย์เฝิงเมื่อวันก่อน บัดนี้ยังไม่รู้ว่าหายไปไหน
หากมันตกถึงมือพวกขันที ความผิดของเขาก็เทียบเท่าตระกูลหลิวแล้ว
(จบตอน)
______________
ลงทุกวันจันทร์ อังคาร พุธ เสาร์
ปัจจุบันแปลถึงตอน: 0526
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#พระเอกฉลาด #นิยายแฟนตาซี #qingshan
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น